ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

ศาสนาคริสต์ มีจุดเริ่มต้นที่พระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง เชื่อว่ามีพระเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว ทรงเป็นผู้สร้างโลก จักรวาล สรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งปวง และมนุษย์เป็นผู้สูงสุดของสิ่งทรงสร้าง คือ เป็นพระฉายาของพระเจ้า ประกอบด้วยความรัก ความดี มีมโนธรรมในจิตสำนึกแห่งจิตวิญญาณ

ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาแห่งสัมพันธภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์คู่แรกของโลกที่พระองค์ทรงสร้าง คือ อาดัมและเอวา พระองค์ทรงอำนวยพระพรและทรงประทานสิทธิอำนาจให้เป็นผู้ปกครองดูแลโลกนี้ขยายพงศ์พันธุ์ไปทั่วโลก มีลูกมีหลานสืบทอดกันมาจวบจนปัจจุบันราว ๒, ๐๐๐ ปีก่อนคริสตกาล พระเจ้าทรงเรียกชายผู้หนึ่งมีนามว่า อับราฮัม เป็นผู้มีจิตใจศรัทธาในพระเป็นเจ้าให้ดำเนินชีวิตในทางชอบธรรมและดีงาม สัญญาว่าจะอวยพรแก่เขาให้เป็นบรรพชนของชนชาติใหญ่ อับราฮัมมีบุตรชื่อ อิชมาเอลและอิสอัค เชื้อสายทางอิสอัค มียาโคบ ( อิสราเอล) เป็นบิดาของคน ๑๒ ตระกูล ต่อมา ทั้งหมดย้ายไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอียิปต์จนมีพงศ์พันธุ์มากมายเป็นชาติเรียกว่า ชาวฮีบรู หรือ ( ชาวยิว) ขณะที่ชาวฮีบรูอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์รวมเวลากว่า ๔๐๐ ปี ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ได้ใช้ให้ชนชาวฮีบรูทำงานเยี่ยงทาส ต่อมา พระเจ้าได้ทรงเรียกโมเสสให้เป็นผู้ปลดปล่อยชาวฮีบรูให้พ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พวกเขาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในดินแดนใหม่ เรียกว่า แผ่นดินคานาอัน ( อิสราเอลในปัจจุบัน) ชาวยิวตั้งรกรากในแผ่นดินใหม่ในฐานะประเทศอิสราเอล มีกษัตริย์องค์แรกชื่อ ซาอูล ต่อมา ดาวิด ซาโลมอน และเชื้อสายปกครองเรื่อยมา อิสราเอลเคยตกเป็นเชลยแก่อาณาจักรอัสซีเรีย ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๗๒๒) อาณาจักรบาบิโลน ( ก่อนคริสต์ศักราช ปี ๕๘๖) อาณาจักรเปอร์เซีย อาณาจักรกรีก และอาณาจักรโรมัน เป็นลำดับมาชาวฮีบรูรอคอยพระผู้ช่วยให้รอด ( พระเมสสิยาห์) โดยเชื่อว่า พระเจ้าจะประทานบุคคลนั้นมาช่วยพวกเขาปลดแอกจากการครอบครองของพวกศัตรู คือ พวกโรมันในขณะนั้น จนกระทั่งเมื่อได้เวลาครบกำหนด ( กาลาเทีย ๔: ๔) พระเจ้าได้ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเมสสิยาห์ เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์โลก คือ “ พระเยซูคริสต์เจ้า” นั่นเอง

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์มากที่สุดในเอเชีย

PHILIPPINES-VATICAN-RELIGION-POPEฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะจำนวน 7,107 เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ห่างจากเอเชียแผ่นดินใหญ่ทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 กม.และมีลักษณะพิเศษคือเป็นประเทศเพียงหนึ่งเดียวที่มีพรมแดนทางทะเลที่ติดต่อระหว่างกันยาวมากที่สุดในโลก นิวสเปน (พ.ศ. 2064-2441) และสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2441-2489) ได้ครองฟิลิปปินส์เป็นอาณานิคมเป็นเวลา 4 ศตวรรษ และเป็นสองอิทธิพลใหญ่ที่สุดต่อวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ หลังจากนั้นนักบวชศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้แปรศาสนาของชาวเกาะทั้งหมดให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ ปัจจุบันร้อยละ 92 ของชาวฟิลิปปินส์ทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ โดยร้อยละ 83 นับถือนิกายโรมันคาทอลิก และร้อยละ 9 เป็นนิกายโปรเตสแตนต์ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอันดับ 4 ของโลก นิกายโปรเตสแตนต์อันดับ 13 ของโลก ศาสนาอิสลามอันดับที่ 40 ของโลก ศาสนาฮินดูอันดับที่ 7 ของโลก และพระพุทธศาสนาอันดับที่ 17 ของโลก

นิกายโรมันคาธอลิค เป็นนิกายที่สเปนนำเข้ามเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ ในระหว่างที่สเปญปกครองฟิลิปปินส์ คนฟิลิปปินส์ให้การยอมรับนับถือนิกายนี้มาก และศาสนาคริสต์มีอิทธิพลในวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวฟิลิปปินส์มาก นอกจากนี้การนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิคยังสามารถมีสิทธิในการยกเว้นภาษีและได้รับผลประโยชน์อื่นๆอีกด้วย เพราะบาทหลวงจะเป็นผู้คอยปกป้องบุคคลเหล่านั้นตลอดเวลา ด้วยสาเหตุดังกล่าวคริสตศาสนาจึงเป็นศาสนาประจำชาติของฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน หลังจากที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการปกครองฟิลิปปินส์แล้ว สหรัฐฯได้ให้สิทธิและเสรีภาพแก่ชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและได้นำเอานิกายโปรเตสแตนท์เข้ามาเผยแพร่ในฟิลิปปินส์ด้วย

ชาวตะวันตกที่เดินทางเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีแรงจูงใจ

–เพื่อแสวงผลประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุดมไปด้วยเครื่องเทศ พริกไทย และสินค้าจากป่า ซึ่งเป็นสินค้าที่ชาติตะวันตกมีความต้องการสูง
–เพื่อต้องการคุมเส้นทางทางการค้าจากตะวันตกสู่ตะวันออกโดยแข่งกับพวกมุสลิม โดยเน้นเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีนและอินเดีย ก็ยังมีแรงจูงใจในเรื่องการเผยแพร่ศาสนาและอุดมการณ์ทางการเมือง
–เพื่อต้องการเผยแพร่ศาสนาไปในดินแดนไกลๆควบคู่ไปกับการทำการค้า เป็นนัยยะสำคัญเพื่อให้ปกครองคนพื้นเมืองให้ง่ายขึ้น แต่ก็มีปัญหาการต่อต้านมากมายจากชนพื้นเมือง
–สันตะปาปาที่กรุงโรม ทรงมีนโยบายสนับสนุนกษัตริย์ของประเทศในยุโรป ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก โดยเฉพาะโปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ให้ส่งมิชชันนารีเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในต่างแดน
–เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง เพราะมีความเชื่อมั่นว่าตนเป็นชาติที่เจริญแล้ว เป็นหน้าที่หลักของคนผิวขาวที่จะนำพาความเจริญสู่คนพื้นเมือง
–ในคริสศตวรรษที่ ๑๘ ชาติตะวันตกมีความตื่นตัวในการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงมีความต้องการวัตถุดิบ และตลาดในการระบายสินค้าเพื่อตอบสนองให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้น

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย

ศาสนาคริสต์ถือเป็นศาสนาที่มีประวัติการเผยแผ่มายาวนานหลายศตวรรษและมีความสำคัญต่อบริบทการเปลี่ยนทางสังคมหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และการศึกษา สำหรับสาระและพัฒนาการทางศาสนาสำหรับประเทศไทยนั้น คริสต์ศาสนาเผยแผ่ครั้งแรกในประเทศไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ตรงกับประมาณ พ.ศ.2127 โดยคณะแรกที่เข้ามาแบ่งเป็น 3คณะใหญ่คือ คณะโดมินิกัน(Dominican) คณะฟรังซิสกัน(Franciscan) และคณะเยซูอิต(Jesuit) สำหรับบาทหลวงที่มาประจำในประเทศส่วนใหญ่จะเป็นชาวโปรตุเกส ในช่วงแรกศาสนาคริสต์ถูกกีดกันเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลหลายๆประการ มิชชันนารีในสมัยนั้นจึงนิยมเผยแผ่ศาสนาและปฏิบัติศาสนกิจต่างๆให้เฉพาะกับคนชาติเดียวกันเท่านั่น

ฝรั่งเศส เข้ามาได้เมืองขึ้นในอินโดจีน เช่น เวียดนาม กัมพูชา ลาว โดยลักษณะเดียวกับโปรตุเกสและสเปน คือล่าเมืองขึ้นและเผยแพร่ศาสนาพร้อมกัน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จนัก ทำให้อิทธิพลของศาสนาคริสต์ในกลุ่มประเทศนี้มีน้อย อาจเพราะการมุ่งผลทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้ปกครองจักรวรรดินิยมทั้งก่อนหน้าและขณะนั้น ทำให้จุดมุ่งหมายที่ดีงามทางศาสนาถูกผู้คนในประเทศพื้นเมืองตั้งทัศนคติว่ามีเจตนาแอบแฝงเสียส่วนใหญ่ ไม่ว่ามิชชันนารีจะมีเจตนาแอบแฝงจริงหรือไม่ก็ตาม ขณะที่ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปิดเสรีในการเผยแพร่ศาสนา ทำให้ลดความรุนแรงทางการเมืองลง

ศาสนาคริสต์ที่เผยแพร่ในไทยเป็นครั้งแรกตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ประมาณ พ.ศ. 2127 (ค.ศ. 1584) โดยนิกายแรกที่เข้ามาเผยแพร่คือนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งมีทั้งคณะดอมินิกัน คณะฟรันซิสกัน และคณะเยสุอิต บาทหลวงส่วนมากมาจากโปรตุเกส

ระยะแรกที่ยังถูกปิดกั้นทางศาสนา มิชชันนารีจึงเน้นการดูแลกลุ่มคนชาติเดียวกัน กระทั่งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศไทยได้มีสัมพันธภาพอันดีกับฝรั่งเศส ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทำให้มีจำนวนบาทหลวงเข้ามาเผยแพร่ศาสนามากขึ้น และการแสดงบทบาททางสังคมมากขึ้น บ้างก็อยู่จนแก่หรือตลอดชีวิตก็มี ด้านสังคมสงเคราะห์ มีการจัดตั้งโรงพยาบาล ด้านศาสนา มีการตั้งเซมินารีคริสตัง เพื่อผลิตนักบวชพื้นเมือง และมีการโปรดศีลอนุกรมให้นักบวชไทยรุ่นแรก และจัดตั้ง คณะรักกางเขน เมื่อสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ศาสนาคริสต์กลับไม่ได้รับความสะดวกในการเผยแพร่ศาสนาเช่นเดิม เพราะถูกจำกัดขอบเขต ถูกห้ามประกาศศาสนา ถูกห้ามเขียนหนังสือศาสนาเป็นภาษาไทย และภาษาบาลี ประกอบกับพม่าเข้ามารุกรานประเทศไทย บาทหลวงถูกย่ำยี โบสถ์ถูกทำลาย มิชชันนารีทั้งหลายรีบหนีออกนอกประเทศ การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ยุติในช่วงเสียเอกราชให้พม่า

เมื่อเข้าสู่ราชวงศ์จักรีแล้ว ชาวคริสต์อพยพเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเปิดเสรีการนับถือศาสนา และทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา ให้ทุกคนมีสิทธิในการนับถือศาสนาใดก็ได้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้ว่าสัมพันธภาพระหว่างไทยกับฝรั่งเศสไม่ดีนัก แต่พระองค์ก็ทรงรับรองมิสซังโรมันคาทอลิกเป็นนิติบุคคล

ด้านสังคมสงเคราะห์ในรัชสมัยนี้ พระราชทานเงินทุนในการก่อสร้างโรงเรียน เกิดโรงเรียนอัสสัมชัญ ในพ.ศ. 2420 (ค.ศ.1877) ภายหลังเกิดโรงเรียนอีกหลายแห่ง เช่น โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสเซเวียร์ และโรงเรียนพยาบาลเซนต์หลุยส์

การนำหลักธรรมศาสนาคริสต์มาใช้ในการดำรงชีวิตเพื่อเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์


ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดศาสนาหนึ่ง มีลักษณะ เป็นศาสนาเทวนิยม ซึ่งนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ พระยะโฮวา หรือ พระยาเวห์ คำว่า “คริสต์” มาจากภาษากรีกว่า “คริสตอล” แปลว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพระเจ้า ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนา ที่เน้นการมอบความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่กัน เพราะหลักการของศาสนาคริสต์ ถือว่า มนุษย์ทุกคน เป็นบุตรของพระเจ้า

ทุกศาสนาสอนให้ละเว้นการกระทำความชั่วและทำแต่ความดีทั้งสิ้น เพื่อให้ศาสนิกชนทั้งหลายเป็นคนดีนั่นเอง ถึงแม้แนวทางปฏิบัติของแต่ละศาสนาอาจมีข้อแตกต่างกันไป หลักสำหรับเป็นข้อปฏิบัติ ศาสนาคริสต์มีบัญญัติ 10ประการ นศาสนาคริสต์พระเยซูทรงสอนว่า จงรักพระเจ้าอย่างสุดใจสุดความคิด และสุดกำลัง และจงรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเอง

พิธีกรรมที่สำคัญในคริสต์ศาสนา
พิธีกรรมที่สำคัญในคริสต์ศาสนา เรียกว่า พิธีศักดิ์สิทธิ์ 7 ประการ ได้แก่ ศีลจุ่ม หร้อศีลล้างบาป ศีลกำลัง ศีลมหาสนิท ศีลสมรส ศีลสารภาพบาป ศีลเจิมครั้งสุดท้าย หรือศีลเจิมคนไข้ ศีลเข้าบวชหรือศีลอนุกรม ในพิธีกรรมทั้งหมดนี้ นิกายโรมันคาทอลิก และนิกายออร์ธอด็อกซ์ จะปฏิบัติทั้ง 7 พิธีกรรม ส่วนนิกายโปรเตสแตนท์ ถือว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ มี 2 ศีล คือ ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท

ศีลในคริสต์ศาสนา มีความหมายต่างกับศีลในพุทธศาสนา ศีลในพุทธศาสนา หมายถึง ข้อฝึกหัด (สิกขา = Training) คือ ฝึกหัด และตั้งใจ (เจตนา, สมาทาน) ว่า จะ (ฝึกหัด) งดเว้นจากการฆ่า การเบียดเบียน การลักขโมย การพูดโกหก หลอกลวง การประพฤติในกาม การดื่มของมึนเมา เป็นต้น ไม่ใช่ข้อห้าม แต่ศีลในคริสต์ศาสนา เชื่อกันว่า เป็นพิธีกรรมพิเศษ ที่พระเยซูทรงกำหนดขึ้น เพื่อยืนยันถึงความช่วยเหลือของพระองค์ สำหรับผู้ที่ทำพิธีกรรมนั้น ๆ ตามโอกาสที่กำหนดไว้

เรื่องของศาสนาคริสต์และเรื่องของพระเยซูสำหรับคนไทยทั่วๆไปนับว่าคลุมเครือเป็นอย่างยิ่ง และนอกเหนือจากความคลุมเครือแล้ว คนไทยเรายังมีทัศนะคติที่ระมัดระวังตัวในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับแวดวงของคริสต์ศาสนาอีกด้วย เรากลัวการถูกล้างสมองหรือถูกยัดเยียดความเชื่อที่ขัดต่อระเบียบประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราชาวไทยและไทยปนจีน (หรือจีนปนไทย) ที่เราคุ้นเคยกันดี บางคนบอกว่าคนคริสต์ไม่นับถือพ่อแม่และบรรพบุรุษ คนคริสต์นับถือแต่พระเจ้า อะไรๆก็พระเจ้า

การศึกษาแนวทางการปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์

การปฏิรูปศาสนาฝ่ายโปรเตสแตนต์ คือขบวนการการปฏิรูปศาสนาที่เริ่มโดย มาร์ติน ลูเทอร์ เมื่อปี ค.ศ. 1517 เพื่อแก้ไขความเสื่อมโทรมของนิกายโรมันคาทอลิก และสถาบันสันตะปาปา มาเสร็จสิ้นลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย ค.ศ. 1648 ผลจากการปฏิรูป คือการแยกตัวจากนิกายคาทอลิกมาเป็นนิกายโปรเตสแตนต์ การปฏิรูปศาสนาได้ทำให้พวกที่ไม่ต้องการระเบียบแบบแผน และพวกที่มีความคิดเห็นรุนแรงทางศาสนาก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในปี ค.ศ. 1525 ที่โบฮีเมีย มีทั้งกลุ่มอัศวินต่อสู้กับเจ้านายของตน และพวกชาวนาที่ก่อการปฏิวัติต่อเจ้าของที่ดินโดยต่างยื่นข้อเสนอเรียกร้องสิทธิของตน และกำหนดกฎเกณฑ์เอาตามใจชอบ บ้างก็ขอเสรีภาพในการถือศาสนา ดังนั้นลูเทอร์จึงได้ลุกขึ้นมาสอนให้ประชาชนเคารพประมุข และกฎหมายของรัฐ และต่อต้านการจลาจล โดยถือว่าประมุขของรัฐมีอำนาจอันชอบธรรมในสายตาของศาสนา ที่จะดำเนินการเด็ดขาดกับขบวนการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคำสอนของลักธิลูเทอรันส่งเสริมอำนาจชนชั้นปกครอง

ได้เกิดการปฏิรูปศาสนาไปทั่วยุโรปโดยแบ่งออกเป็นนิกายเป็นโปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิก ซึ่งการปฏิรูปภายในนิกายโรมันคาทอลิกเอง เช่นเกิดคณะเยซูอิดที่เน้นการศึกษาวิทยาการใหม่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม, การประชุมสังคายนาที่เมืองเทร้นต์ ซึ่งต้องการแก้ไขข้อติดเตียนของขบวนการปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์ทั้งหมด แต่ยังเชื่อว่าสิทธิอำนาจมาจากพระคัมภีร์และขนบธรรมเนียมต่างๆที่โบสถ์ ได้รับสืบทอดมาจากเปโตร และยอมรับอำนาจของสันตะปาปาว่ายังมีอยู่ ผลการปฏิรูปนิกายโรมันคาทอลิกทำให้สามารถป้องการการขยายตัวของความนิยมในนิกายโปรเตสแตนต์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสันตะปาปาต้องเสียอำนาจในยุโรปไปมาก แต่ก็ยังสามารถรักษาอิทธิพลทางจิตใจเหนือประชากรจำนวนมากของโลกตะวันตกไว้ได้ และสามารถฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิของโรมได้จนถึงปัจจุบัน

นิกายโปรเตสแตนต์ส่วนมากยอมรับศีลศักดิ์สิทธิ์เฉพาะศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท ส่วนศีลสมรสนั้นการยอมรับขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มและแต่ละนิกาย พิธีกรรมที่จัดขึ้นสำหรับการรับศีลศักดิ์สิทธิ์ก็แตกต่างจากนิกายคาทอลิค แม้ในกลุ่มของโปรเตสแตนต์เองก็ยังมีความหลากหลายออกไปอีก เช่น การรับศีลล้างบาป บางกลุ่มอาจใช้น้ำเป็นสัญลักษณ์ในการชำระล้าง แต่บางกลุ่มอาจไม่ใช้น้ำเลยก็ได้ พิธีกรรมเหล่านี้จะถูกปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจึงมีข้อแตกต่างในรายละเอียด แต่แนวคิดร่วมของการรับศีลนั้นยังคงเชื่อเหมือนกัน